การพัฒนาหลักสูตรคณิตและการพัฒนาตำรา

การพัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์และตำราเรียน

การพัฒนาหลักสูตร

เมื่อได้ทราบถึงรูปแบบหรือประเภทของหลักสูตรรวมทั้งทฤษฎีหลักสูตรต่างๆแล้วจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และความเข้าใจหลักการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการจัดหลักสูตรทุกประเภท ในการพัฒนาหลักสูตรนั้นจะมีส่วนสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการวางแผนการจัดทำหลักสูตร และกระบวนการสร้างหลักสูตรควบคู่กันไป หลักสูตรทุกรูปแบบทุกประเภทจะต้องได้รับการพัฒนาอยู่เสมอให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ต่างๆของประเทศรวมทั้งระบบการศึกษาของประเทศด้วย หลักสูตรทุกชนิดจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้จะต้องมีการพัฒนาให้ทันเหตุการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง
ในปัจจุบันการพัฒนาการศึกษาจึงเป็นหัวใจหลักที่จะเป็นแนวทางในการนำเยาวชนของชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองของเราให้ทัดเทียมกับประเทศที่เขามีการพัฒนาในเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงนับได้ว่าเป็นการศึกษาเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาระบบการเมืองของสังคมไทยตลอดจนพัฒนาคุณภาพทางการเมืองของประชาชนอีกด้วยจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดเป็นปัญหาสำคัญ คือ การศึกษาเปลี่ยนแปลงทันกับความต้องการของสังคมหรือไม่ คุณภาพของการศึกษาโดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาจึงเป็นปัญหาที่ควรจะได้รับการแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนให้ดีขึ้นให้อยู่ในระดับสูงต่อไปดังนั้นจึงทำให้มีการจัดคุณภาพของการศึกษาขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ จึงมีการพัฒนาหลักสูตรของการเรียนเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนและการนำไปใช้ได้ในชีวิตของผู้เรียนและสามารถนำความรู้ที่ได้รับนั้นไปทำประโยชน์ในด้านต่างๆได้เป็นอย่างดี จึงมีการจัดหลักสูตรเพื่อพัฒนาการ ทางด้านการศึกษาเพราะการพัฒนาหลักสูตรคือการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร

การพัฒนาหลักสูตร มาจากภาษาอังกฤษ ว่า Curriculum Development และหากจะพิจารณาดูคำว่า พัฒนา (Development) จะมีความหมายใน 3 ลักษณะ คือ
1. การเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงที่มีการกำหนดทิศทาง และ
3. การเปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
ในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะดังกล่าวข้างต้นเช่นกัน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลักสูตรที่มีอยู่แล้วให้ได้ผลดียิ่งขึ้น และการเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางที่กำหนด ไปในแนวทางที่ต้องการ ตามที่ได้วางแผนไว้แล้ว
การพัฒนาหลักสูตรเป็นภารกิจของสถานศึกษา ที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องมีความเข้าใจในความหมายของการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งมีผู้ให้
ความหมายการพัฒนาหลักสูตรไว้หลายกรณี
กู๊ด (Carter V. Good, 1973 : 157 – 158) ได้ให้ความเห็นว่า การพัฒนาหลักสูตรเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงหลักสูตร การปรับปรุงหลักสูตรเป็นวิธีการพัฒนาหลักสูตรอย่างหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับโรงเรียนหรือระบบโรงเรียน จุดหมายของการสอน วัสดุอุปกรณ์ วิธีสอนรวมทั้งการประเมินผล ส่วนคำว่า การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร หมายถึงการแก้ไข
หลักสูตรให้แตกต่างไปจากเดิม เป็นการสร้างโอกาสทางการเรียนขึ้นไป
ทาบา (Hilda Taba, 1962 : 454) ได้กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรหมายถึง การ
เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงหลักสูตรเดิมให้ได้ผลดียิ่งขึ้นทั้งในด้านการวางจุดมุ่งหมาย การจัดเนื้อหา
วิชาการเรียนการสอน การวัดผลและการประเมินผลอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายอันใหม่ที่วาง
ไว้ การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ หรือเปลี่ยนแปลงทั้งหมดตั้งแต่
จุดมุ่งหมายและวิธีการ และการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรนี้จะมีผลกระทบทางด้านความคิดและ
ความรู้สึกผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ส่วนการปรับปรุงหลักสูตร หมายถึง การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
เพียงบางส่วนโดยไม่เปลี่ยนแปลงแนวคิดพื้นฐานหรือรูปแบบของหลักสูตร
วิชัย วงษ์ใหญ่ กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรหมายถึง การพยายามวางโครงการที่จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ หรือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนคือ
ระบบโครงสร้างของการจัดโปรแกรมการสอน กำหนดจุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ การปรับปรุงตำรา
แบบเรียน คู่มือครู และสื่อการเรียนต่าง ๆ การวัดและประเมินผลการใช้หลักสูตรการปรับปรุงแก้ไข
และการให้ การอบรมครูผู้ใช้หลักสูตรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาหลักสูตรและ
การสอน รวมทั้งการบริหารและบริการหลักสูตร
เรือง เจริญชัย ให้ความเห็นว่าการพัฒนาหลักสูตรมิได้หมายความเฉพาะการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมตัวหลักสูตรของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการพัฒนาองค์ประกอบที่สำคัญอื่น ๆ ของหลักสูตรอีกหลายประการ กล่าวคือ
1. การพัฒนาสาระความรู้ และประสบการณ์ประกอบเนื้อหาวิชา
2. การพัฒนาหลักสูตรวิชาอาชีพ ให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น
3. การพัฒนาสื่อการสอนประกอบหลักสูตร ได้แก่ แผนการสอน โครงการสอน เอกสารและวัสดุประกอบการสอน อุปกรณ์ประกอบการสอน เครื่องมือประเมินผล เป็นต้น
เซเลอร์ และคนอื่น (Saylor and Other) ให้คำจำกัดความของการพัฒนาหลักสูตรว่า หมายถึง การจักทำหลักสูตรเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น หรือเป็นการจัดทำหลักสูตรใหม่โดยไม่มีหลักสูตรเดิมอยู่ก่อน นอกจากนี้การพัฒนาหลักสูตรอาจหมายรวมถึง การผลิตหรือสร้างเอกสารอื่น ๆ สำหรับผู้เรียนอีกด้วย

จากความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตร เป็นการปรับปรุงหรือ
เปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่ใช้อยู่เดิมให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทาง
สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครองภายในท้องถิ่น ภายในประเทศ และ
ต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นในการกำหนดจุดหมาย เป้าหมาย จุดประสงค์ เนื้อหาสาระ การจัดการ
เรียนการสอน การวัดและประเมินผล
ปี 2549 เป็นปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน สถานศึกษาคงจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ผู้นำหลักสูตรไปใช้จะต้องมีการบริหารจัดการหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ในที่นี้ขอเสนอแนะกระบวนการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สถานศึกษานำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมและเพื่อสนองเจตนารมณ์ตามนโยบายปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ
หลักสูตรสถานศึกษาที่ดีมีคุณภาพต้องเป็นหลักสูตรได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมาจากข้อมูลของสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้และบรรลุมาตรฐานการศึกษา หลักสูตรสถานศึกษาจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา

หลักการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆที่สำคัญ ดังนี้
1. เมื่อวิทยาการต่างๆของสังคมและของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป
2. เมื่อนโยบาย ปรัชญา และแนวทางการพัฒนาการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป
3. เมื่อผู้ใช้หลักสูตรอันได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองเรียกร้อง
4. เมื่อข้อมูลพื้นฐานของสังคมและชุมชนเปลี่ยนแปลง
การพัฒนาหลักสูตรเป็นสิ่งที่นักการศึกษา ครูอาจารย์จะต้องดำเนินการอยู่เสมอจนเป็นกิจนิสัย จะกระทำทุกครั้งเมื่อสังคมมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นจะทำให้ผู้เรียนได้เพิ่มพูนประสบการณ์ขึ้นมาใหม่ และพร้อมที่จะนำประสบการณ์และความรู้ที่เกิดขึ้นมานั้น ไปพัฒนาตนและสังคมให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น (ชูศรี สุวรรณโชติ. 2544 : 89 )
สรุปหลักการพัฒนาหลักสูตรได้เป็น 2 นัย คือ
1. การปรับปรุงหลักสูตร หมายถึงการแก้ไขหลักสูตรบางส่วนที่กำลังใช้อยู่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงสร้างสรรค์วัสดุหลักสูตรและวัสดุอื่นๆที่ผู้เรียนต้องใช้ การพัฒนาหลักสูตรในลักษณะนี้ไม่ทำให้แนวคิดพื้นฐานและรูปแบบของหลักสูตรเปลี่ยนไป
2. การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร หมายถึงการสร้างหลักสูตรขึ้นมาใหม่โดยเปลี่ยนจากรูปแบบเก่าทั้งระบบ ทุกองค์ประกอบของหลักสูตร บางครั้งอาจเรียกว่า การยกร่างหลักสูตร การจัดทำหลักสูตรหรือการสร้างหลักสูตร
แนวความคิดพื้นฐานในการพัฒนา
คุณลักษณะของผู้เรียนและเป้าหมายในแต่ละระดับการศึกษา
ประถมศึกษา : พัฒนาตนแล้วรู้ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม อ่านออกเขียนได้ คำนวณได้เข้าใจธรรมชาติ บำรุงรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตน วิเคราะห์เหตุผลและเสนอแนวทางแก้ปัญหาของตนเองและครอบครัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่นรักการอ่านและแสวงหาความรู้อยู่เสมอ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้รักการทำงานและทำงานเป็น รู้เข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่บ้านสามารถปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ ในฐานะสมาชิกที่ดีของบ้านตลอดจนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม , ศาสนา , ศิลปะ , วัฒนธรรม ในชุมชนรอบๆบ้าน
มัธยมศึกษาตอนต้น : แสวงหาแนวทางที่เหมาะสมกับตนในการทำประโยชน์ให้สังคม มีความรู้และทักษะในวิชา สามัญเข้าใจและติดตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการต่างๆ เสริมสร้างสุขภาพอนามัยส่วนตนและชุมชน เสนอแนวทางเลือกหลากหลายในการแก้ปัญหาของชุมชนได้ ช่วยเหลือผู้อื่น ปรับปรุงการปฎิบัติงานอยู่เสมอ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้รักการทำงานและรู้กระบวนการจัดการ เข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในชุมชนและสามารถเสนอแนวทางการพัฒนาชุมชนภูมิใจในการปฎิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดีของชุมชน ตลอดจนอนุลักษ์สิ่งแวดล้อม , ศาสนา , ศิลป , วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนของตน
มัธยมศึกษาตอนปลาย : ลงมือทำประโยชน์ให้สังคมตามความสามารถของตน มีความรู้และทักษะในวิชาสามัญเฉพาะด้านและรอบรู้ทันคความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งเสริมการอนามัยชุมชนและการเสริมสร้างสุขภาพ วางแนวปฎิบัติเพื่อแก้ปัญหาของสังคมได้ ช่วยเหลือทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ใช้แนวทางและวิธิการใหม่ๆในการปฎิบัติงานอยู่เสมอ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้รักการทำงานมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต เข้าใจสภาพและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศและโลกมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศและเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาสังคมตามบทบาทหน้าที่ของตนตลอดจนอนุลักษ์และส่งเสริมสิ่งแวดล้อม , ศาสนา , ศิลป , วัฒนธรรมของประเทศ

สาเหตุที่ต้องมีการพัฒนาหลักสูตร
การศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเยาวชนและประชาชนให้มีคุณภาพ สร้างคนให้มีความคิด รักการเรียนรู้ มีหลักในการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบก่อนตัดสินใจ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และมีความรู้ ทักษะเพียงพอที่จะช่วยให้บุคคลนั้นแสวงหาความรู้ได้เองอย่างไม่สิ้นสุด
ปัจจุบันนี้ ข่าวสาร ข้อมูลและความรู้ในศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ ได้เจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปไกลมาก หลักสูตรที่สร้างขึ้นมา ก็ต้องเหมาะสมและสอดคล้องสัมพันธ์กับสภาพของสังคมและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น เพราะสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หลักสูตรจึงมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้เข้ากับสังคมปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้ทันสมัยและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น และการที่หลักสูตรจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ มีสาเหตุหลายประการ ดังนี้
สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายและรวดเร็ว เห็นได้จาก งานภาคเกษตรกรรมเริ่มคงตัว และมีแนวโน้มจะลดลงทางด้าน พื้นที่ดิน และแรงงาน มีการตัดไม้เพื่อขยายพื้นที่เพื่อมาทำเกษตรกรรม มีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม คนในวัยทำงาน ย้ายเข้าสู่เมืองเพื่อหางานใหม่ ทำให้แรงงานภาคเกษตรกรรมลดลง
งานภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มขยายตัว จากอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นฐานการผลิต ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานและอุตสาหกรรมหนักต่อเนื่องกันไป
มีการติดต่อสื่อสารกับนานาประเทศ ทั้งด้านการเมือง การค้า การท่องเที่ยว และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมจะขยายตัวมากขึ้น สังคมชนบทมีการปรับตัว เป็นสังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบท
การศึกษาซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาเยาวชนและประชาชนให้มีคุณภาพ ที่สามารถพัฒนาชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของตนเอง ครอบครัวและบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นพัฒนาให้เยาวชนและประชาชนมีความรู้พื้นฐานที่พอเพียง รู้จักคิด รู้จักใฝ่หาประสลการณ์ด้วยตัวเอง รู้จักปรับตัว รู้จักแก้ปัญหา รู้จักพัฒนา มีทักษะในการทำงาน มีค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม และเสริมสร้างพลังความสามารถของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในตัวเอง ให้แสดงออกมาให้เต็มขีดความสามารถ
จะเห็นได้ว่า จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้หลักสูตรต้องได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ซึ่งเป็นผลผลิตของหลักสูตรให้มากที่สุด ดังที่
วินัย เกษมเศรษฐ ได้กล่าวถึงหลักการในการปรับปรุงหลักสูตร ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
ต่อความพลิกแพลงทางเศรษฐกิจและสังคมโดยมุ่งเน้นหลักต่อไปนี้
1. ยึดมนุษย์ คือ ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาหลักสูตร
2. เป็นหลักสูตรที่จัดสาระแก่นสารสำหรับชีวิตซึ่งมีความแตกต่างกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของสังคม
3. เป็นหลักสูตรเพื่อให้มีการเรียนรู้ผสมผสานทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียนโดยหวังว่า จะทำให้มีกลไกที่เข้มแข็ง ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีความละเอียด ลุ่มลึกและกว้างขวาง
4. มุ่งเน้นกระบวบการมากกว่าเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนรู้จัก วิธีเรียนรู้ และรู้จริง ตามความจำเป็นของชุมชนและสังคม




ข้อคิดในการพัฒนาหลักสูตร

สุนีย์ ภู่พันธ์ (2546:162-163) ได้ให้ข้อคิดในการพัฒนาหลักสูตรควรจะต้องคำนึงถึงสิ่ง
ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ต้องคำนึงองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น
- ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
- ความต้องการของสังคมในแง่ฝ่ายผู้ใช้ผลผลิต
- ความก้าวหน้าทางวิชาการ
- ความต้องการของสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ความสอดคล้องของเนื้อหาสาระและสิ่งแวดล้อม
- การเปลี่ยนแปลงสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
2. การดำเนินงานในการพัฒนาหลักสูตรต้องกระทำให้ครบ 5 ขั้นตอน
- การกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร
- การเลือกและการจัดเนื้อหาวิชาและประสบการณ์
- การนำหลักสูตรไปใช้
- การประเมินผลหลักสูตร
- การปรับปรุงหลักสูตร
3. หลักสูตรที่ดีต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐาน การสร้างและการพัฒนา
หลักสูตร
- การบริหารหลักสูตร
- การจัดแผนการเรียนการสอน
- วิธีสอนและคุณสมบัติผู้สอน
- สถานที่ สื่อการเรียนการสอน
- หนังสือหรือตำราเรียน
4. ต้องมีการประชุมสัมมนาปรึกษาหารือร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายผลิตและ
ฝ่ายใช้เป็นครั้งคราวไป ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน

รูปแบบของการพัฒนาหลักสูตร
สุนีย์ ภู่พันธ์ (2546:163-170) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบของกระบวนการสร้างหลักสูตรของนักการศึกษาหลายท่านไว้ดังนี้
1. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของทาบา (Hilda Taba)
ฮิลดา ทาบา เป็นนักการศึกษาที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหรือพัฒนาหลักสูตร
ทาบา (Taba, 1962) มีความเชื่อว่าครูผู้สอนซึ่งเป็นผู้ใช้หลักสูตร ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร พร้อมทั้งเสนอกระบวนการพัฒนาหลักสูตร จากส่วนล่างขันไปสู่ส่วนบน (The Grass-roots Approach) จึงได้กำหนดขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรไว้ 7 ขั้นตอน ดังนี้
1. สำรวจปัญหาความต้องการและความจำเป็นต่าง ๆ ของสังคม (Diagnosis of Needs)
ในการพัฒนาหลักสูตร การวินิจฉัยหรือการสำรวจปัญหาความต้องการหรือความจำเป็นต่าง ๆ ของสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้บริหารและครูจะต้องคำนึงว่า เพราะเหตุใดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหลักสูตร สภาพปัญหาที่มีอยู่นั้นมีสภาพอย่างไร เป็นการสำรวจปัญหา ความต้องการ ตลอดจนความจำเป็นต่าง ๆ ของสังคม และผู้เรียน
2. กำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษา (Formulation of Objectives)
เมื่อมีการสำรวจสภาพปัญหา ความต้องการของสังคม และวินิจฉัยความจำเป็นในด้านต่าง ๆ แล้ว จึงกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษาหรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่จะพัฒนานั้นให้ชัดเจน และสอดคล้องกับความต้องการของสังคมและผู้เรียน
3. คัดเลือกเนื้อหาวิชาที่จะนำมาสอน (Selection of Content)
จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดแล้ว จะช่วยในการคัดเลือกเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับความต้องการ วัย และความสามารถของผู้เรียน ตลอดจนสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมาย
ที่กำหนดไว้ด้วย
4. จัดลำดับเนื้อหาวิชา (Organization of Content)
เมื่อมีการคัดเลือกเนื้อหาสาระแล้ว ก็จึงนำเนื้อหาสาระที่ได้มาจัดเป็นลำดับ โดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง ความยากง่ายของเนื้อหา วุฒิภาวะ ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน
5. คัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ (Selection of Learning Experiences)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการเลือกกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องการคัดเลือกกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนมวลประสบการณ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชา และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร
6. จัดลำดับประสบการณ์การเรียนรู้ (Organization of Learning Experiences)
การนำกิจกรรมการเรียนการสอนตลอดจนมวลประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คัดเลือกมาแล้วใน ขั้นตอน
ที่ 5 มารวบรวม ประมวล ประสมประสานและจัดลำดับให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ และความต่อเนื่อง
7. กำหนดวิธีการประเมินและแนวปฏิบัติ (Determination of What to Evaluate and of the Ways and Means of Doing It)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการพัฒนาหลักสูตร และมีความสำคัญมาก กล่าวคือ ผู้บริหาร ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องพิจารณาดูว่า มีอะไรบ้างที่เห็นสมควรว่าจะต้องทำการประเมิน เช่น วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ ประสบการณ์การเรียนรู้ ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบดูว่า บรรลุผลตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ พร้อมทั้งต้องกำหนดด้วยว่า จะใช้วิธีการประเมินอย่างไร มีเครื่องมือสำหรับการประเมินอย่างไรบ้าง เป็นต้น
2. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทยเลอร์ (Rulph W.Tyler)
ในปี ค.ศ. 1949 ไทเลอร์ กล่าวว่าในการจัดหลักสูตรและการสอนนั้นควรจะตอบคำถามพื้นฐาน
4 ประการ คือ
1. มีความมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจะแสวงหา
2. มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุ
จุดประสงค์ที่กำหนดไว้
3. จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไร จึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ
4. จะประเมินประสิทธิผลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร จึงจะตัดสินได้ว่า
บรรลุถึงจุดประสงค์ที่กำหนดไว้

3. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของเซเลอร์ และอเล็กซานเดอร์
(Galen L.Saylor and William M. Alexander)
เชเลอร์และอเล็กซานเดอร์ ได้ศึกษาแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ
ไทเลอร์และทาบา และนำมาปรับขยายให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียน
เป็นรายบุคคลมากขึ้น โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. กำหนดเป้าหมาย จุดหมาย และขอบเขต (Goals, Objectives, and Domains)
เชเลอร์และอเล็กซานเดอร์ ได้เสนอขอบเขตในการกำหนดเป้าหมายและจุดหมาย ไว้ 4 ขอบเขตได้แก่ พัฒนาการส่วนบุคคล (Personal Development) มนุษยสัมพันธ์ (Human Relation)
ทักษะการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง (Continued Learning Skills) และความชำนาญเฉพาะด้าน
(Specialization) เป้าหมาย จุดมุ่งหมายและขอบเขตต่าง ๆ จะได้รับการคัดเลือกจากการพิจารณา
ตัวแปรภายนอกอย่างรอบคอบ ได้แก่ ทัศนะและความต้องการของสังคม ข้อบังคับทางกฎหมาย
ของรัฐ และ ข้อค้นพบจากงานวิจัยต่าง ๆ ตลอดจนปรัชญาของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตร
เป็นต้น
2. การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design) การวางแผนออกแบบหลักสูตร
ตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกและจัดเนื้อหาสาระ การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมและ
ความสอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่ได้เลือกมาแล้ว อย่างไรก็ตามการเลือกรูปแบบของหลักสูตร
จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมาย จุดหมาย ความต้องการของผู้เรียนและลักษณะของสังคม
ตลอดจนข้อกำหนดต่าง ๆ ของสังคม และปรัชญาทางการศึกษา
3. การใช้หลักสูตร (Curriculum Implementation) การนำหลักสูตรไปใช้ ครูผู้สอน
จะต้องวางแผนและจัดทำแผนการสอน (Instructional Plans) ในรูปแบบต่าง ๆ ครูผู้สอนจะต้อง
เลือก วิธีการสอนและวัสดุสื่อการเรียนการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่ได้กำหนด
ไว้
4. การประเมินผลหลักสูตร (Curriculum Evaluation) เป็นการตัดสินใจเลือก
เทคนิค การประเมินผลที่สามารถตรวจสอบความสำเร็จของหลักสูตร กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ
สามารถบอกได้ว่าหลักสูตรบรรลุตามเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไป การประเมินผล
หลักสูตร ควรจะเน้นที่การประเมินตัวหลักสูตร คุณภาพการสอน และพฤติกรรมทางการเรียนของ
ผู้เรียน ซึ่งผลจากการประเมินสามารถเป็นสิ่งช่วยในการตัดสินใจว่าจะยังคงใช้หลักสูตรนี้ต่อไป
ควรปรับปรุงแก้ไข หรือควรจะยกเลิกหลักสูตร

บทบาทผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
1. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2540 มาตรา 40 กำหนดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อทำหน้าที่กำกับ และส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ
หน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2543
(ข้อ3 ) คือให้ความเห็นชอบในการจัดทำสาระหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น
กล่าวโดยสรุปคือ ผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการจัดทำและพัฒนาหลักสูตสถานศึกษา ตามที่ได้ศึกษาจากแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ที่สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (กรมวิชาการเดิม) กำหนดไว้แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ ผู้ดำเนินการจัดทำหรือพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และผู้ที่ให้ความเห็นชอบ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเสนอรายชื่อคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง นอกจากนี้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานยังสามารถแต่งตั้งอนุกรรมการการจัดทำหลักสูตรแต่ละกลุ่มสาระได้ เมื่อจัดทำหลักสูตรเรียบร้อยแล้วต้องนำเสนอคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความเห็นชอบก่อนที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้
2. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
เป็นคณะกรรมการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2546 ข้อ 5 ประกอบด้วย
1) ผู้บริหารสถานศึกษา ประธานกรรมการ
2) รองผู้บริหารที่ผู้บริหารมอบหมาย รองประธานกรรมการ
3) หัวหน้าหมวดหรือกลุ่มสาระ กรรมการ
4) หัวหน้างานแนะแนว กรรมการ
5) หัวหน้างานวัดผลและประเมินผล กรรมการ
6) รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการ กรรมการและเลขานุการ
โดยให้กรรมการดังกล่าวมีหน้าที่
1) วางแผนดำเนินงานวิชาการกำหนดสาระ รายละเอียดหลักสูตรระดับสถานศึกษา และแนวการจัดสัดส่วนสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สภาพเศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
2) จัดทำคู่มือการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการของสถานศึกษา นิเทศ กำกับ ติดตาม ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดการประเมินผล และการแนะแนวให้สอดคล้องเละเป็นไปตามมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3) ส่งเสริมและสนับสนุน การพัฒนาบุคลากรเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดการประเมินผล และการแนะแนวให้เป็นไปตามจุดหมายและแนวทางการดำเนินการของหลักสูตร
4) ประสานความร่วมมือจากบุคคล หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ และชุมชนเพื่อให้การใช้หลักสูตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ
5) ประชาสัมพันธ์หลักสูตรและการใช้หลักสูตรแก่นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลป้อนกลับจากฝ่ายต่าง ๆ มาพิจารณาเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา
6) ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้
7) ติดตามผลการเรียนของนักเรียนรายบุคคล ระดับชั้น และระดับกลุ่มวิชาในแต่ละปีการศึกษา เพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา
8) ตรวจสอบ ทบทวน ประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานของครูและการบริหารหลักสูตรระดับสถานศึกษาในรอบปีที่ผ่านมา แล้วใช้ผลการประเมินเพื่อวางแผนพัฒนาการปฏิบัติงานของครูและการบริหารหลักสูตรปีการศึกษาต่อไป
9) รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการบริหารหลักสูตรของสถานศึกษา โดยเน้นผลการพัฒนาคุณภาพนักเรียนต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับเหนือสถานศึกษา สาธารณชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง
ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร
ต้องมีการร่วมมือกันหลายฝ่ายเพื่อให้ผลงานออกมาตรงเป้าหมาย ได้แก่
1. นักบริหารหลักสูตร ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาหลักสูตร ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาหนังสือฯ
2. นักวิชาการ ได้แก่ อาจารย์ในมหาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ
3. ครู อาจารย์ ศึกษานิเทศก์
4. นักบริหาร ได้แก่ ผู้บริหารในระดับต่างๆ
5. บุคคลภายนอก ได้แก่ บุคคลอื่นๆนอกจากที่กล่าวมาและเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร
6. หน่วยสนับสนุนการใช้หลักสูตร ได้แก่
- หน่วยผลิตชุดการสอน และวัสดุอุปกรณ์
- หน่วยผลิตสื่อสารการเรียนการสอนอื่น ๆ
- หน่วยนิเทศและประสานงาน
- หน่วยทดสอบและประเมินผลการเรียนในโรงเรียน
- หน่วยแนะแนวในโรงเรียน

ปัญหาด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
จากการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา เกี่ยวกับสภาพปัญหาการบริหารงานด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ พบว่า มีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร ด้านการสร้างหรือปรับปรุงหลักสูตร ด้านการใช้หลักสูตรและด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตร สรุปได้ดังนี้
การสร้างหรือปรับปรุงหลักสูตร คือ ผู้บริหารโรงเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจเรื่องหลักสูตร เนื่องจากไม่สนใจหลักสูตร การอบรมหลักสูตรใหม่ไม่กระจ่างชัด (สุพัตร ไหลสกุล. 2539 : 180) การให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรแก่ครู อาจารย์ไม่ทั่วถึง การปรับปรุงหลักสูตรยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น
ด้านการใช้หลักสูตร พบว่า มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้หลักสูตรไม่เพียงพอเนื่องจากไม่ค่อยศึกษาหลักสูตร ขาดการวางแผนการนำหลักสูตรไปใช้ เนื่องจากผู้บริหารและครูมีงานอื่น ๆ นอกเหนือจากงานบริหารและงานการเรียนการสอนที่ต้องปฏิบัติมากผู้บริหารขาดความเข้าใจ
ในการวางแผนและผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญของหลักสูตร
ด้านการประเมินการใช้หลักสูตร พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการประเมินผล ไม่ได้เน้นเรื่องการประเมินผลการใช้หลักสูตร ผู้บริหารไม่ได้รับการอบรมหลักสูตรใหม่ การติดตามและการประเมินผลการใช้หลักสูตร เพื่อนำปัญหาและอุปสรรคมาแก้ไขมาปรับปรุงการเรียนการสอนยังไม่ดีพอ ผู้บริหารโรงเรียนขาดการประเมินผล การนำหลักสูตรไปใช้ เนื่องจากมีภารกิจงานนอกเหนือจากงานด้านการเรียนการสอน ที่ต้องปฏิบัติมาก และขาดความรู้ด้านการประเมินผล การนำหลักสูตรไปใช้
ปัญหาการบริหารงานด้านหลักสูตร และการนำหลักสูตรไปใช้มีปัญหาด้านการสร้างหรือปรับปรุงหลักสูตร ด้านการใช้หลักสูตร และด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตร เนื่องจากผู้บริหารขาดวามรู้ความเข้าใจเรื่องหลักสูตร และการประเมินผลกานใช้หลักสูตร ไม่สนใจหลักสูตรและไม่ให้ความสำคัญในด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ รวมทั้งขาดการวางแผนการนำหลักสูตรไปใช้

ผลที่ได้จากการพัฒนาหลักสูตร

การพัฒนาหลักสูตรจะรวมไปถึงการพัฒนาเนื้อหาวิชาที่จะต้องสอน และเนื้อหาวิชาในตำราที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนด้วย งานของการพัฒนาหลักสูตรอาจกล่าวได้ว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตร ครูผู้สอน และนักวิชาการในการจัดวางเนื้อหาวิชา ร่วมกันทำการพัฒนาหลักสูตรโดยการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงและจัดดำเนินไปด้วยดีและได้ผลตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้
การพัฒนาหลัดสูตรเป็นงานที่เห็นผลช้าเพราะต้องคอยดำเนินไปทีละขั้น แล้วจึงขยายผลงานกว้างขึ้นในการดำเนินงาน ย่อมจะเกิดผลประโยชน์แก่นักเรียนดังต่อไปนี้ คือ
- มีความสามารถเกี่ยวกับทักษะในด้านต่าง ๆ เด็กจะสามารถอ่านและเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อเรียนจบหลักสูตรมัธยมศึกษาแล้วมีความคิดริเริ่มเป็นอย่างดี
- มีความรู้พอที่จะศึกษาต่อในชั้นสูงได้ เด็กย่อมจะมีความรู้ความสามารถพอที่จะเรียนในชั้นสูงและมีความสนใจในด้านการเรียนพอสมควร ซึ่งในการพัฒนาหลักสูตรจำเป็นที่จะต้องเน้นให้เด็กได้มีความรู้เบื้องต้น
- ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม ในระหว่างที่เด็กศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนนั้นๆ กิจกรรมต่างๆ และการเรียนรู้ทางวิชาการภายในโรงเรียนจะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองของชาติและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รู้จักประพฤติและปฏิบัติตนให้ถูกต้อง
- มีจิตใจและร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีการพัฒนาหลักสูตรมุ่งที่จะพัฒนาเด็กในด้านร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง มีความรู้และทักษะต่างๆ
- มีความเข้าใจและรักษาความงามตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในเมืองหลวงไม่คุ้นเคยกับธรรมชาติการพัฒนาหลักสูตรจำเป็นที่จะให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่สวยงามเห็นคุณค่าของธรรมชาติ
- มีวัฒนธรรมและศิลธรรมที่ดีงาม โดยมีวัฒนธรรมที่ถูกต้อง รู้จักประพฤติในสิ่งที่ดีมีความรับผิดชอบ รู้จักกาลเทศะ และประพฤติในสิ่งที่สังคมยกย่องว่าดีงามควรกระทำ รวมทั้งมีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อผู้อื่น
- มีความสนใจและเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาหลักสูตรจะเป็นการส่งเสริมความรู้และความสามารถโดยเฉพาะของเด็ก โดยการจัดโปรแกรมการเรียน การสอน และหลักสูตรให้สอดคล้องตามความต้องการและความสามารถของเด็กสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ผลดียิ่งขึ้น

สรุป

การพัฒนาหลักสูตรเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้เสมอทุกระยะเวลา การพัฒนาหลักสูตรที่ดีควรจะได้เริ่มต้นเมื่อหลักสูตรนั้นได้ใช้ไปแล้วไม่ควรเกิน 1 ปี เพราะหลักสูตรที่ดีจะเป็นหลักสูตรที่กำหนดให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้เนื้อหาสาระและกระบวนการที่มองไปข้างหน้าอย่างน้อย 5 ปี และไม่ควรเกิน 10 ปีเป็นอันขาด ดังนั้นเมื่อใช้หลักสูตรเป็นเวลา 1 ปีแล้ว ผู้พัฒนาหลักสูตรจะต้องเริ่มการประเมินผลหลักสูตรการใช้หลักสูตรทันที และจะต้องเริ่มรวบรวมข้อมูลพื้นฐานในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจสังคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องนำมาเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนาหลักสูตรต่อไป การเริ่มพัฒนาหลักสูตรจะต้องเริ่มตั้งแต่ปีที่ 3 ของการนำหลักสูตรนั้นมาใช้ และควรจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปีที่ 5 ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเป็นปีที่ได้กำหนดเป้าหมายอายุของหลักสูตรที่สามารถเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้กับผู้เรียนแล้ว ( ชูศรี สุวรรณโชติ. 2544 : 99 -100 )


การประเมินหลักสูตร

การประเมินหลักสูตรเป็นกิจกรรมในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ที่มีความสำคัญมาก ช่วยให้การพัฒนาหลักสูตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจรของการพัฒนาหลักสูตร
การประเมินหลักสูตรหมายถึง การพิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสิน เกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆในระบบหลักสูตร ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีความสอดคล้องระหว่างมาตรฐาน ความมุ่งหวัง และการปฏิบัติจริงเพียงใด หลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด มีผลกระทบอย่างไร ทั้งนี้เพื่อจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ปรับปรุงหลักสูตรนั้นให้ดีขึ้น การพัฒนาหลักสูตรจะขาดการประเมินหลักสูตรไม่ได้เลย
( บุญชม ศรีสะอาด. 2546 : 95 )

กระบวนการประเมินหลักสูตร

มีด้านที่จะต้องประเมิน และลำดับขั้นของการประเมิน ดังนี้
1. ด้านที่จะต้องประเมินจะต้องประเมินองค์ประกอบในระบบหลักสูตร และส่วนที่เกี่ยวข้องดังภาพ
องค์ประกอบในระบบหลักสูตรที่จะต้องประเมินได้แก่ ตัวป้อน กระบวนการ และผลผลิต ส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องประเมินได้แก่ บริบท และผลกระทบ
1.1 การประเมินบริบท (Context Evaluation)เป็นการประเมินเพื่อทราบความต้องการของสังคม ความต้องการส่วนบุคคล ปรัชญาและนโยบายการศึกษา ลักษณะวัฒนธรรมและสภาพท้องถิ่น เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาในการกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตร จุดประสงค์รายวิชา
1.2 การประเมินตัวป้อน (Input Evaluvation)เป็นการประเมินเกี่ยวกับคุณลักษณะ และสถานภาพของครู นักเรียน อุปกรณ์ หรือสื่อการเรียนการสอน สิ่งอำนวยความสะดวกการวางแผน โดยพิจารณา 2 ลักษณะตามแนวคิดของสเตค กล่าวคือ พิจารณาความสัมพันธ์กับกระบวนการ และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างตัวป้อนที่คาดหวัง หรือที่ได้วางแผนไว้กับที่เกิดขึ้นจริง และกับเกณฑ์มาตรฐาน
1.3 การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation)เป็นการประเมินเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนการสอน วิธีการสอนการบริหารหลักสูตร โดยพิจารณา 2 ลักษณะ ตามแนวคิดของสเตค กล่าวคือ พิจารณาความสัมพันธ์กับตัวป้อนและผลผลิต และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างกระบวนการที่คาดหวังหรือที่ได้วางแผนไว้ กับกระบวนการที่ใช้จริง และกับเกณฑ์มาตรฐาน
1.4 การประเมินผลผลิต (Product Evaluation)เป็นการประเมินเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนตามจุดประสงค์ของหลักสูตร ควรประเมินให้ครบทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ประเมินทั้งในขณะใช้หลักสูตร(ประเมินตามจุดประสงค์ย่อย) และประเมินเมื่อจบการเรียน (ประเมินตามจุดประสงค์ปลายทาง) โดยพิจารณา 2 ลักษณะ ตามแนวคิดของสเตค กล่าวคือ พิจารณาความสัมพันธ์กับตัวป้อน กับกระบวนการ และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างผลผลิตที่คาดหวังหรือที่ได้วางแผนไว้ กับผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง และกับเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้แล้วควรประเมินติดตามผล (Follow Up Study) หลังจากที่จบออกไปทำงานอีกด้วย
1.5 การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation)เป็นการประเมินเกี่ยวกับผลผลิตของหลักสูตรต่อสังคม ซึ่งจะช่วยตอบคำถามที่ว่า หลักสูตรนั้นได้ช่วยแก้ปัญหาของชาติ หรือของสังคมหรือไม่ ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันที่รับผิดชอบหรือไม่ ช่วยให้เกิดการพัฒนาความรู้ วิชาการต่างๆหรือไม่ เป็นต้น

2. ลำดับขั้นของการประเมิน
2.1 การประเมินในขั้นการสร้างหลักสูตรที่คาดหวัง ในขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรขั้นแรก เป็นการสร้างหลักสูตรที่คาดหวัง ซึ่งจะกำหนดจุดประสงค์ เนื้อหารายการเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อให้การกำหนดจุดประสงค์เป็นไปอย่างเหมาะสม จึงควรประเมินบริบทและนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาพิจารณากำหนดจุดประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 1.1 และหลังจากสร้างหลักสูตรที่คาดหวังเสร็จควรมีการประเมินหลักสูตรดังกล่าว ในแง่ของความเหมาะสม ความเป็นไปได้ พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวป้อน กระบวนการ ผลผลิต แล้วทำการปรับปรุงหลักสูตรที่คาดหวังนั้น
2.2 การประเมินในขั้นการทดลองใช้หลักสูตรที่คาดหวัง การพัฒนาหลักสูตรในขั้นนี้จะเป็นการนำเอาหลักสูตรที่คาดหวังไปทดลองใช้เพื่อทราบปัญหา และประสิทธิภาพของหลักสูตร โดยจะทดลองใช้กับนักเรียนที่มีลักษณะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้หลักสูตรนั้น ควรเปรียบเทียบผลการใช้หลักสูตรใหม่กับหลักสูตรเดิม ในด้านที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ข้อมูลที่ได้จากการประเมินในขั้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรที่คาดหวัง
2.3 การประเมินในขั้นการนำหลักสูตรไปใช้ หลังจากที่ได้ปรับปรุงแก้ไขในขั้น 1.2 จนมีความมั่นใจแล้ว ขั้นต่อมาก็เป็นการนำหลักสูตรไปใช้จริง ในขั้นนี้ควรเน้นที่การประเมินผลผลิต ดังได้กล่าวไว้ในข้อ 1.4 และการประเมินผลกระทบในข้อ 1.5 สำหรับการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวป้อนกับกระบวนการ และผลผลิต จะพิจารณาจากผลการใช้หลักสูตรจริง

ข้อเสนอแนะในการประเมินหลักสูตร

1. การประเมินหลักสูตรควรกระทำต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา และใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินหลักสูตร มาปรับปรุงหลักสูตรให้ดีขึ้น
2. ประเมินให้ครอบคลุมทุกองค์ประกอบในกระบวนการพิจารณาหลักสูตร
3. ในการประเมินด้านผลผลิต (Outcome) ควรให้ครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย
4. ในการใช้หลักสูตรควรกำหนดให้แน่นอน ว่าจะประเมินผลการใช้หลักสูตรในระยะนานเท่าใด เช่น ทุกๆ 3 ปี หรือทุกๆ 5 ปี เป็นต้น
5. การประเมินจะต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม และแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปการศึกษา โดยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 ( พ.ศ. 2542 - 2544 ) และได้ผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติตั้งแต่ปีการศึกษา 2540 - 2542 เพื่อนำร่องไปสู่การจัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และขยายโอกาสเป็น 12 ปี
หัวใจสำคัญของการเพิ่มพูนคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างคุณภาพประชากรไทย คือ การปฏิรูปด้านหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และการวัดผลและประเมินผลซึ่งได้ระบุเกณฑ์มาตรฐานไว้ในข้อที่ 9 ของบัญญัติ 10 ประการ คือ ให้โรงเรียนประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยเน้นผลงานภาคปฏิบัติ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามจุดหมาย 8 ข้อที่กำหนดไว้ทั้งในหลักสูตรประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายของหลักสูตร พ.ศ. 2521 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) จากนโยบายและแนวคิดดังกล่าว จึงจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยเน้นการประเมินตามสภาพจริงและการใช้แฟ้มสะสมผลงานภาคปฏิบัติของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ประกอบการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน
แนวคิดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการประเมินตามสภาพจริง จึงขยายผลเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย จนกระทั่งมีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ได้มีการกำหนดให้ใช้วิธีการวัดผล และประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงเพื่อตัดสินผลพัฒนาการทางการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนตามเจตจำนงของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 26 ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หลักการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เป็นกระบวนการตรวจสอบผลการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆของผู้เรียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร เพื่อนำผลไปปรับปรุงการเรียนการสอนให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานที่กำหนดไว้ และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินผลการเรียน
สถานศึกษาจะต้องรับผิดชอบดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ให้ผลของการประเมินผลถูกต้องตามสภาพความรู้ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ในขณะเดียวกัน การดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและมีกระบวนการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ สามารถรองรับการประเมินภายในและภายนอกตามระบบประกันคุณภาพการศึกษาได้
เพื่อให้การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา กระบวนการวัดผลและประเมินผลของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และถูกต้องตามหลักการวัดและประเมินผลการเรียน กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จึงกำหนดหลักการวัดและประเมินผลการเรียน ไว้ดังนี้
1. สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบประเมินผลการเรียนของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
2. การวัดและประเมินผลการเรียนต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในหลักสูตร
3. การประเมินผลการเรียนต้องประกอบด้วย การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน และประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน
4. การประเมินผลถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่ผู้สอนต้องดำเนินการด้วยวิธีการที่หลากหลาย และเหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการประเมินตามธรรมชาติของวิชาและระดับช่วงชั้นของผู้เรียน
5. สถานศึกษาต้องจัดให้มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนในด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความในแต่ละช่วงชั้น
6. สถานศึกษาต้องจัดให้มีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนแต่ละช่วงชั้น
7. สถานศึกษาต้องจัดมีการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติในแต่ละช่วงชั้น
8. สถานศึกษาต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือผู้ปกครองตรวจสอบผลของการประเมินผลการเรียนได้ตลอดเวลา
9. สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษาและรูปแบบการศึกษาต่างๆ ที่ผู้เรียนผ่านการศึกษามาแล้ว
แนวทางการวัดผลประเมินผล
การวัดผลและประเมินผลตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติระบุไว้ว่าให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษาโดยให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสในการศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย ดังนั้นการประเมินผลผู้เรียนจึงเน้นการประเมินเพื่อนำผลมาพัฒนาผู้เรียนแต่ละคน ให้บรรลุถึงความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละกลุ่มสาระ
การประเมินผลจะต้องกระทำควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นลักษณะการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง (Authentic Assessment ) ซึ่งต่างจากแนวความคิดเดิมที่ประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนว่าได้หรือตก ผ่านหรือไม่ผ่าน หรือใช้วิธีตัดเกรดเพื่อจัดระดับผลการเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดหยั่ง
( Proding ) ความรู้ความสามารถทัศนคติ ฯลฯ ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนแต่ละคน โดยนิยมใช้ข้อสอบชนิดเลือกตอบเป็นเครื่องมือวัดผลเป็นส่วนใหญ่และระบุผลการวัดออกมาเป็นคะแนน เพื่อใช้ตีความตามช่วงคะแนนที่กำหนด เพื่อตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน โดยวิธีเทียบเกณฑ์เป็นสำคัญด้วยเหตุนี้การออกแบบแผนการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานผู้สอนจะต้องแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่า ผู้สอนจะประเมินผู้เรียนโดยสังเกตจากการแสดงออก การลงมือปฏิบัติจริง และการเกิดองค์ความรู้ สามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน ( Rubric ) ด้านการพัฒนาของผู้เรียนที่เชื่อถือได้
ดังนั้น แผนการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง ต้องช่วยให้ผู้เรียนรู้ว่า ตนเองมีความรู้ถึงระดับใด ยังทำอะไรไม่ได้ และต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้างจากผู้สอน ซึ่งต่างจากแผนการสอนแบบเดิมที่ผู้สอนจะเน้นว่าสอนอะไรไปบ้าง ผู้สอนได้สอนไปถึงไหน และคิดว่าจะสอนอะไรอีกต่อไป ผู้เรียนต้องสอบผ่านจุดประสงค์หรือความรู้ในเรื่องใดบ้างตามที่ผู้สอนได้สอนไปโดยการจัดทำข้อสอบตามจุดประสงค์เพื่อนำมาสอบผู้เรียนตามระเบียบ

ขั้นตอนการประเมินผลการเรียนรู้ตามแนวหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

จากกรอบการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 เมื่อนำไปประมวลกับแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาและกระบวนการจัดการเรียนการสอน สถานศึกษามีภารกิจที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนที่จะต้องดำเนินการ ดังนี้
1.การประเมินผลการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้
เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนจากการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มตามหลักสูตรของสถานศึกษาในแต่ละช่วงชั้น ภารกิจที่สถานศึกษาจะต้องดำเนินการมีดังนี้
1.1 กำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายคาบ โดยวิเคราะห์จากมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้
1.2 กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายข้อ
1.3 กำหนดเกณฑ์การให้ระดับผลการเรียนสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค
1.4 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลระหว่างเรียน ซึ่งเป็นการประเมินผลระดับชั้นเรียน
1.5 กำหนดวิธีการประเมินผลการเรียนสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค
1.6 กำหนดวิธีการประเมินตัดสินผลการเรียนสาระการเรียนรู้ผ่านช่วงชั้น
1.7 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ
2.การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เป็นการประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่หลักสูตรสถานศึกษากำหนด ภารกิจที่สถานศึกษาจะต้องดำเนินการ มีดังนี้
2.1 กำหนดจุดประสงค์การเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแต่ละกิจกรรม
2.2 กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านกิจกรรมแต่ละกิจกรรม จำแนกเป็นเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านจุดประสงค์ของกิจกรรม และเกณฑ์สำหรับตัดสินเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม
2.3 หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผู้เรียนระหว่างการร่วมกิจกรรม
2.4 วิธีประเมินผู้เรียนเมื่อสิ้นสุดกิจกรรม
2.5 วิธีการประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อตัดสินผลการผ่านกิจกรรม
2.6 แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
3.การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมตามที่สถานศึกษากำหนดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างค่านิยมที่ดีงามให้แก่ผู้เรียนตามเป้าหมายของหลักสูตร ภารกิจที่สถานศึกษาต้องดำเนินการ มีดังนี้
3.1 กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมของผู้เรียนไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3.2 กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละข้อตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษา
3.3 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามกลักสูตรสถานศึกษาให้ชัดเจน
3.4 ดำเนินการประเมินการแสดงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามแนวทางและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด
3.5 ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นรายปีหรือรายภาค
3.6 ประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเพื่อตัดสินการผ่านช่วงชั้น
3.7 แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน
4.การประเมินการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ
เป็นการประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความของผู้เรียนตามจุดเน้นของหลักสูตร ภารกิจที่สถานศึกษาต้องดำเนินการ มีดังนี้
4.1 กำหนด มาตรฐานด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ สำหรับใช้เป็นแนวทางพัฒนาผู้เรียนและหลักสูตรของสถานศึกษาแต่ละช่วงชั้น
4.2 กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินผลการประเมินมาตรฐานด้วยการอ่าน การคิด วิเคราะห์ และการเขียนสื่อความของแต่ละชั้นและแต่ละช่วงชั้น
4.3 กำหนดแนวทางและวิธีการประเมินความสามารถด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความให้ชัดเจน
4.4 ประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความตามแนวทางและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด
4.5 ประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความเป็นรายปี
หรือ รายภาค
4.6 ประเมินผลระดับความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ
เพื่อตัดสินการผ่านช่วงชั้น
4.7 แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ
5.การประเมินตัดสินผลการเรียนเพื่อผ่านช่วงชั้นหรือจบหลักสูตร
เป็นการประเมินตัดสินผลการเรียนให้ผู้เรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วยตามเกณฑ์ให้เป็นผู้ผ่าน
ช่วงชั้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ) จบการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) และจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6)
6.การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
เป็นการจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่ศึกษาอยู่ในปีสุดท้ายของแต่ละช่วงชั้น คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติด้วยวิธีการและเครื่องมือประเมินมาตรฐานระดับชาติในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดในแต่ละปี
7.การเทียบโอนผลการเรียน
เป็นการเทียบโอนผลการเรียน ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่ศึกษาจากสถานศึกษาอื่นหรือรูปแบบการศึกษาอื่น ให้เป็นส่วนหนึ่งของผลการเรียนของผู้เรียนตามหลักสูตรของสถานศึกษา
8.การจัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษา
เป็นการจัดทำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนของผู้เรียน เพื่อเป็นข้อมูลแสดงผลการดำเนินการวัดและประเมินผลของสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง และเป็นเอกสารหลักฐานแสดงวุฒิทางการศึกษาของผู้เรียนซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ
8.1 หลักฐานตามรูปแบบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ( ปพ. 1 – ปพ.3 )
8.2 หลักฐานตามรูปแบบที่สถานศึกษากำหนด ( ปพ. 4 – ปพ. 9 )
9.การจัดการซ่อมเสริมผลการเรียน
เป็นการจัดแนวทางเพื่อปรับปรุงแก้ไขผู้เรียนที่มีข้อบกพร่องในการเรียนด้านต่าง ๆ ให้สามารถเรียนรู้และเกิดพัฒนาการตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร เพื่อสำเร็จการศึกษาช่วงชั้นต่างๆ ตามที่หลักสุตรสถานศึกษากำหนด
10. การกำกับ ติดตาม และประเมินผลการเรียน
เป็นการวางระบบและแผนงานการตรวจสอบการดำเนินการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบฝ่ายต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ทันเหตุการณ์
11. การรายงานผลการประเมิน
เป็นการรายงานผลการดำเนินงานการประเมินผลการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ ให้ผู้เรียน ผู้สอน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้รับทราบความก้าวหน้าและผลการเรียนรู้ของผู้สอน และการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่วางไว้
12. การจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการประเมินผลการสถานศึกษา
เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับรู้และถือปฎิบัติเป็นแนวเดียวกัน เพื่อให้การประเมินผลการเรียนของสถานศึกษามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกต้อง ยุติธรรม และมีผลการดำเนินงานที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับทั้งด้านสังคมและกฎหมาย

เกณฑ์ในการประเมินผล ( Criteria Evaluation )

เพื่อให้การประเมินผลตามหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีประสิทธิภาพ ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามเกณฑ์ต่อไปนี้
1. มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ( Continuity ) ตั้งแต่เริ่มใช้หลักสูตรจนสิ้นสุดการใช้โดยการประเมินผลต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน เพื่อรวบรวมข้อมูลจากการประเมินและนำมาตรวจสอบกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรทุกระยะและต้องแจ้งผลการประเมินให้ผู้เรียนทราบทุกครั้ง
2. มีความครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนการสอน ที่เป็นขอบข่ายของการประเมิน
( Scope ) ถ้ามีการกำหนดจุดประสงค์ใดขึ้นมา ก็ต้องทำการประเมินให้ครบถ้วนและสัมพันธ์กับจุดเน้นของหลักสูตร เช่น ทักษะการคิด ระดับความรู้ความเข้าใจ ความสามารถด้านต่างๆของผู้เรียนเป็นต้น
3. มีการเทียบเคียง ( Compatibility ) น้ำหนักของแต่ละจุดประสงค์ตามที่กำหนดไว้ เพราะการกำหนดจุดประสงค์แต่ละข้อ ย่อมจัดน้ำหนักของการประเมินแตกต่างกันไป ดังนั้น การประเมินผลทุกครั้งจึงต้องนำผลที่ได้มาพิจารณาเปรียบเทียบกับขอบเขตของจุดประสงค์นั้นด้วย เช่น ถ้าจุดประสงค์ให้น้ำหนักด้านเจตคติมากที่สุด การประเมินก็ต้องเน้นด้านเจตคติมากว่าความรู้เช่นกัน
4. มีความเที่ยงตรง ( Validity ) และความเชื่อมั่น ( Reliability ) เป็นเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อให้ผู้สอนดำเนินการประเมินผลสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดผลจากผู้เรียน
5. มีความเป็นปรนัย ( Objectivity ) เป็นเกณฑ์ที่นำมาใช้พิจารณาผลการประเมิน จะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน เช่น เข้าใจคำถามแต่ละข้อตรงกันว่าต้องการคำตอบอะไรจากการวัด มีระบบวิธีการให้คะแนนตรงกัน และแปลความหมายคะแนนที่ได้ตรงกัน
6. มีคุณค่าในการวินิจฉัย ( Diagnostic Value ) ผลการประเมินทุกครั้งนอกจากจะนำมาใช้แสดงระดับพฤติกรรม ความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องสามารถนำผลนั้นไปใช้แสดงคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนว่ามีผลเป็นอย่างไร และนำหลักสูตรไปใช้บรรลุประสิทธิผลหรือไม่ จึงจะถือว่าเป็นเกณฑ์การประเมินที่มีประสิทธิภาพ
7. มีการระดมความคิดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ( Partcipation ) ในการเลือกวิธีการเรียนรู้ วิธีการประเมินผล และการกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมบางข้อร่วมกับผู้สอนและเพื่อนๆในชั้นเรียน เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning )

วิธีการและเครื่องมือประเมินผลจากสภาพจริง

การประเมินผลจากสภาพจริงมีวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย ดังนี้
1. การสังเกต
2. การสัมภาษณ์
3. แบบสอบถาม
4. การตรวจผลงาน
5. การบันทึกจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ครูในโรงเรียน เพื่อนผู้เรียน ผู้ปกครอง
6. การเยี่ยมบ้าน
7. การศึกษารายกรณี
8. การใช้ทดสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง
9. การระเบียนสะสม
10. การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานดีเด่น

การออกแบบเครื่องมือวัดผลและประเมินผลตามมาตรฐานการเรียนรู้ของแผนการสอน

จากสาระบัญญัติที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีเจตนารมณ์ต้องการให้ผู้เรียนสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเองภายใต้บริบททางสังคมในชีวิตจริงที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนลักษณะการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมที่เน้นพฤติกรรมการเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้โดยจำแนกเป็นจุดเล็กจุดน้อยจำเป็นต้องเปลี่ยนไป
ลักษณะเครื่องมือที่เคยใช้ในการวัดผลและประเมินผล วิธีการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดผล จึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดประสงค์ย่อย ๆ ได้เปลี่ยนไปเป็น การประเมินผลสำเร็จตามเป้าหมายการเรียนรู้ (Learning Goals) ที่มีลักษณะเป็นองค์รวมมากกว่าปลีกย่อย
ในแต่ละเป้าหมายของการเรียนรู้ ผู้สอน สามารถกำหนดชิ้นงานหรือภาระงาน (Tasks) หนึ่งชิ้นหรือหลายชิ้นก็ได้ โดยแต่ละภาระงานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ต้องกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละบาน (Specific Scoring Rubric) และเมื่อผู้สอนนำเกณฑ์การให้คะแนนของชิ้นงานแต่ละชิ้น มาประเมินรวมกันตามเป้าหมายของการเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคน ตามเกณฑ์การให้คะแนนในลักษณะทั่วไป (General Scoring Rubric) ได้

การกำหนดเกณฑ์การประเมิน (Rubrics)

เกณฑ์ที่ใช้เป็นแนวทางการประเมินการปฏิบัติงานและผลงานของผู้เรียนเรียกว่ารูบริค (Rubic) ซึ่งเป็นแนวทางการให้คะแนนที่บรรยายถึงระดับความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียน รวมถึงคุณภาพของผลงานที่ผู้เรียนต้องกระทำได้ในแต่ระดับความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียนรวมถึงคุณภาพของผลงานที่ผู้เรียนต้องกระทำได้ในแต่ละระดับไว้อย่างขัดเจน ทำให้ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องทราบว่า ผู้เรียน รู้อะไร และสามารถทำอะไรได้มากน้อยเพียงใด
รูบริค จึงมีความสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาการของผู้เรียน เพราะสามารถกำหนดเป้าหมายของการแสดงออกของผู้เรียนให้มีความชัดเจน ( Target Reach ) และเป็นกระบวนการปฏิบัติที่ต่อเนื่องกัน เพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และสมรรถภาพของผู้เรียนตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น รวมทั้งมาตรฐานการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษาได้ การกำหนดเกณฑ์การประเมินจึงต้องประกอบด้วย
1. ประเด็นที่ต้องการประเมิน ( Criteria )
2. ระดับความสามารถที่ต้องการประเมิน ( Performance Level )
3. การบรรยายคุณภาพของความสามารถในแต่ละระดับ (Quality Description )

วิธีเขียนเกณฑ์การประเมิน
วิธีเขียนเกณฑ์การประเมินเน้นการตรวจผลงานการให้คะแนน โดยใช้ดุลยพินิจของผู้สอน ประกอบการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ โดยพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้
1. เนื้อหาสาระการเรียนของหน่วยการเรียนนั้น ตรงกับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นข้อใด และ
มีจุดประสงค์การเรียนรู้อะไรบ้าง
2. ประเด็นที่นำมาประเมินบ่งบอกได้ว่าเป็นคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ข้อใด และกลุ่มสาระการเรียนรู้อะไร
3. จัดทำกรอบการประเมินที่ครอบคลุมประเด็นที่จะนำมาประเมิน
4. อธิบายการแสดงออกถึงระดับความสามารถตามประเด็นที่กำหนดเป็นระดับๆให้ชัดเจน
5. ตรวจสอบความชัดเจนโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดลองกับผู้เรียน อาจให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ
กำหนดเกณฑ์บางส่วนก็ได้
6. วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของระดับคะแนน หรือ Rubric หลังจากกานำไปใช้ตัดสินผลงาน
ของผู้เรียนส่วนใหญ่แล้ว
7. ทบทวน ปรับปรุง ระดับคะแนน ระดับคุณภาพหรือระดับความสามารถที่กำหนดไว้ตามที่จำเป็น
เพื่อค้นหาความสามารถ จุดเด่นและความก้าวหน้าของผู้เรียนให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
วิธีกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน

ตามแนวทางของรูบริคที่นิยมใช้กันมี 2 รูปแบบ คือ
1. การกำเกณฑ์โดยภาพรวม ( Holistic Score ) เป็นการให้คะแนนโดยพิจารณาผลงานของผู้เรียนในภาพรวมว่า มีคุณภาพสอดคล้องกับเกณฑ์ในระดับใดบ้าง และมีคะแนนเดี่ยวสำหรับงานนั้น ซึ่งจะมีคำอธิบาคุณภาพของงานประกอบการให้คะแนนและตัดสินระดับคะแนนต่างๆได้ด้วย การให้คะแนนแบบภาพรวม มีวิธีพิจารณาหลายวิธีได้แก่
วิธีที่ 1 กำหนดตามระดับความผิดพลาด โดยพิจารณาจากความบกพร่องของคำตอบว่ามีมากน้อยเพียงใด แล้วหักจากคะแนนสูงสุดทีละระดับ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์การให้คะแนนผลงานการแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์
คะแนน/ระดับคะแนน
4 หมายถึง คำตอบถูก แสดงเหตุผลถูกต้อง แนวคิดชัดเจน
3 หมายถึง คำตอบถูก เหตุผลถูกต้อง อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย
2 หมายถึง เหตุผลหรือการคำนวณผิดพลาดแต่มีแนวทางที่จะนำไปสู่คำตอบ
1 หมายถึง แสดงวิธีคิดเล็กน้อย แต่ไม่ได้คำตอบ
0 หมายถึง ไม่ตอบ หรือตอบไม่ถูกเลย
วิธีที่ 2 กำหนดระดับของการยอมรับและคำอธิบาย ตัวอย่างเช่น เกณฑ์การให้คะแนนผลงานทักษะการเขียน
คะแนน/ระดับคะแนน
4 หลักฐานผลงานแสดงถึง
-มีจุดเน้นอย่างชัดเจน
-การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนถูกต้องตามรูปแบบ
-การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีความถูกต้องสมบูรณ์
-สำนวนภาษิตและคำที่ใช้เหมาะสมตลอดเรื่อง
-มีความรวดเร็วในการเขียนและไม่มีข้อผิดพลาดเลย
3 หลักฐานผลงานแสดงถึง
-มีจุดเน้นในการเขียนอย่างชัดเจน
-การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนถูกต้องตารูปแบบ
-การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีความถูกต้องสมบูรณ์
-สำนวนภาษาและคำที่ใช้มีบางแห่ง (1-2 แห่ง) ไม่เหมาะสม
-การเขียนค่อนข้างใช้เวลาและมีข้อผิดพลาดบ้างเล็กน้อย
2 หลักฐานผลงานแสดงถึง
-มีจุดเน้นในการเขียนอย่างชัดเจน
-การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนตามรูปแบบมีข้อบกพร่องเล็กน้อย
-การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีข้อบกพร่องเล็กน้อย
-สำนวนภาษาและคำที่ใช้มีหลายแห่งไม่เหมาะสม
-การเขียนค่อนข้างใช้เวลาและมีข้อผิดพลาดมาก
1 หลักฐานผลงานแสดงถึง
-มีจุดเน้นในการเขียนอย่างชัดเจน
-การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนตามรูปแบบมีข้อบกพร่องเล็กน้อย
-การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีข้อบกพร่องมาก
-สำนวนภาษาและคำที่ใช้มีหลายแห่งไม่เหมาะสม
-การเขียนค่อนข้างใช้เวลาและมีข้อผิดพลาดมาก
0 หลักฐานผลงานไม่สมบูรณ์ไม่สนองตอบจุดมุ่งหมาย
วิธีที่ 3 แยกประเด็นพิจารณาออกเป็นประเด็นย่อย และทำให้เป็นตารางพิจารณาความถูกต้องของแต่ละประเด็น กำหนดระดับของคะแนนตามจำนวนที่ปฎิบัติได้ถูกต้องตามประเด็นเหล่านั้น
2. การกำหนดเกณฑ์แบบแยกองค์ประกอบ ( Analytic Score) เป็นการกำหนดเกณฑ์โดยจำแนกสิ่งต่างๆที่ต้องการประเมินออกมาเป็นประเด็นๆการให้คะแนนจะให้ตามระดับคุณภาพของแต่ละประเด็นที่กำหนดไว้ แล้วนำคะแนนจากการประเมินประเด็นทั้งหมดมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ดังตัวอย่างการให้คะแนนผลงานการเขียนของผู้เรียนแบบแยกองค์ประกอบโดยพิจารณาจากองค์ประกอบของผลงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านแนวคิดและเนื้อหา ด้านการนำเสนอแนวคิด ด้านสำนวนภาษาที่ใช้ในการเขียนและด้านการเขียนตัวสะกดการันต์ตามหลักภาษาและความประณีตของการเขียน

เกณฑ์การให้คะแนนแต่ละองค์ประกอบเป็นดังนี้
1. แนวคิด/เนื้อหา
4 แนวคิด/เนื้อหาชัดเจน จุดเน้นเด่นชัด และมีรายละเอียดปลีกย่อย สนับสนุนอย่าง
เหมาะสม
3 แนวคิดชัดเจน มีจุดเน้น และมีรายละเอียดปลีกย่อยสนับสนุน
2 มีจุดเน้น แต่ขยายจุดเน้นด้วยข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน
1 จุดเน้นไม่ชัดเจน และไม่มีรายละเอียดที่จะสนับสนุน
0 อ่านไม่รู้เรื่อง
2. การนำเสนอแนวคิด
4 การนำเสนอเร้าใจให้ติดตาม มีตอนนำ ตอนขยายและตอนสรุปที่สมเหตุสมผล
3 การนำเสนอไม่น่าสนใจนัก แต่มีตอนนำ ตอนขยายและตอนสรุป
2 การนำเสนอค่อนข้างวกวน อ่านยาก แต่เขียนจนจบ
1 การนำเสนอวกวนและเขียนไม่จบ
0 อ่านไม่รู้เรื่อง
3. สำนวนที่ใช้ (การเลือกใช้คำ/ภาษา)
4 ใช้สำนวนภาษาและใช้คำเหมาะสมตลอดเรื่อง8
3 ใช้สำนวนภาษาและ/หรือ เลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสม 1-2 แห่ง
2 ใช้สำนวนภาษาและ/หรือ เลือกใช้คำผิด 3-4 แห่ง
1 ใช้สำนวนภาษาและหรือ เลือกใช้คำผิดมากกว่า 4 แห่ง
0 เขียนไม่ได้ความเลย
4. การเขียนตัวสะกดการันต์และความเรียบร้อย
4 การเขียนสะกดการันต์ถูกต้อง 10 ทั้งหมด ผลงานสะอาดเรียบร้อย
3 การเขียนสะกดการันต์ผิดมากกว่า 4 แห่ง ผลงานไม่เรียบร้อย
2 การเขียนสะกดการันต์ผิดมากกว่า 4 แห่ง ผลงานไม่เรียบร้อย
1 การเขียนวรรคตอนอ่านไม่รู้เรื่อง ผลงานไม่เรียบร้อยและไม่สำเร็จไม่ปฏิบัติ
หรือไม่ส่งผลงาน
0 การให้คะแนนในลักษณะดังกล่าว ควรจัดทำแบบฟอร์มเพื่อบันทึกการตรวจให้คะแนนและผลการ
ประเมิน

การพัฒนาตำราเรียน